บทความทั้งหมด

สุขภาพทางเพศ
ผู้ชายปัสสาวะแสบ เกิดจากอะไร? แค่ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรืออาจเป็นหนองใน?
ผู้ชายปัสสาวะแสบ เกิดจากอะไร? แค่ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรืออาจเป็นหนองใน?
ปัสสาวะแสบขัดในผู้ชาย เป็นอาการที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อมีอาการปัสสาวะบ่อย ปวดท้องน้อย มีหนองหรือของเหลวผิดปกติออกจากปลายอวัยวะเพศ หรือมีอาการเจ็บบริเวณอัณฑะร่วมด้วย
หลายคนอาจคิดว่าอาการปัสสาวะแสบเกิดจากการดื่มน้ำน้อย กลั้นปัสสาวะนาน หรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเท่านั้น แต่ความจริงแล้วอาการนี้สามารถเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น
- การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTI)
- โรคหนองใน (Gonorrhea)
- โรคหนองในเทียม (Chlamydia)
- ท่อปัสสาวะอักเสบ (Urethritis)
- ต่อมลูกหมากอักเสบ (Prostatitis)
- นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ
- การระคายเคืองจากสารเคมีหรือการเสียดสี
สิ่งสำคัญคือ อาการปัสสาวะแสบเพียงอย่างเดียวไม่สามารถระบุสาเหตุได้แน่นอน และแม้ไม่มีหนองหรือของเหลวผิดปกติ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการติดเชื้อที่ส่งต่อผ่านเพศสัมพันธ์
บทความนี้จะช่วยให้เข้าใจว่าอาการปัสสาวะแสบในผู้ชายเกิดจากอะไร มีอาการแบบไหนที่ควรสงสัยการติดเชื้อ และควรดูแลตัวเองอย่างไรให้เหมาะสม
1. ปัสสาวะแสบขัดในผู้ชาย คืออะไร?
ปัสสาวะแสบขัด หรือ Dysuria คืออาการรู้สึกแสบ เจ็บ หรือไม่สบายขณะปัสสาวะ โดยอาจเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มปัสสาวะ ระหว่างปัสสาวะ หรือช่วงท้ายของการปัสสาวะ
อาการที่พบร่วมกันได้ เช่น
รู้สึกแสบหรือร้อนบริเวณท่อปัสสาวะ
ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ
ปวดปัสสาวะเร่งด่วน
ปัสสาวะออกทีละน้อย
ปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย
มีของเหลวผิดปกติออกจากปลายอวัยวะเพศ
ปัสสาวะขุ่นหรือมีเลือดปน
ปวดบริเวณฝีเย็บหรืออัณฑะ
อาการเหล่านี้อาจเกิดจากการอักเสบของท่อปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก หรือส่วนอื่นของระบบทางเดินปัสสาวะ
การแยกสาเหตุจำเป็นต้องพิจารณาประวัติ อาการร่วม และผลการตรวจที่เหมาะสม
2. ผู้ชายปัสสาวะแสบ เกิดจากอะไรได้บ้าง?
2.1 การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTI)
UTI คือการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งอาจเกิดขึ้นบริเวณกระเพาะปัสสาวะหรือส่วนอื่นของระบบทางเดินปัสสาวะ
แม้ UTI จะพบในผู้หญิงบ่อยกว่า แต่ผู้ชายก็สามารถเกิดการติดเชื้อได้เช่นกัน
อาการที่อาจพบ
- ปัสสาวะแสบขัด
- ปัสสาวะบ่อย
- ปวดปัสสาวะเร่งด่วน
- ปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย
- ปัสสาวะขุ่น
- บางรายอาจมีเลือดปนในปัสสาวะ
หากมีไข้ หนาวสั่น หรือปวดหลังบริเวณสีข้างร่วมด้วย อาจต้องระวังการติดเชื้อที่ลุกลามไปยังไตหรือการติดเชื้อที่รุนแรงขึ้น
ผู้ชายที่มีอาการสงสัย UTI ควรได้รับการประเมิน เพราะบางรายอาจมีปัจจัยร่วม เช่น การอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ นิ่ว หรือปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก
2.2 โรคหนองใน (Gonorrhea)
หนองในเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae
เชื้อสามารถทำให้เกิดการอักเสบของท่อปัสสาวะ ส่งผลให้มีอาการปัสสาวะแสบหรือมีสารคัดหลั่งผิดปกติ
อาการที่อาจพบในผู้ชาย
- ปัสสาวะแสบหรือเจ็บ
- มีหนองหรือของเหลวสีขาว เหลือง หรือเขียวออกจากปลายอวัยวะเพศ
- ระคายเคืองบริเวณท่อปัสสาวะ
- บางรายมีอาการปวดหรือบวมบริเวณอัณฑะ
อย่างไรก็ตาม ผู้ติดเชื้อบางคนอาจมีอาการเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีอาการ
ข้อควรรู้: การไม่มีหนองไม่ได้ยืนยันว่าไม่มีโรคหนองใน และการมีหนองก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นหนองในเสมอไป เพราะเชื้ออื่นสามารถทำให้เกิดอาการคล้ายกันได้
2.3 โรคหนองในเทียม (Chlamydia)
หนองในเทียมเกิดจากแบคทีเรีย Chlamydia trachomatis เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญของท่อปัสสาวะอักเสบในผู้ชาย
อาการที่อาจพบ ได้แก่
- ปัสสาวะแสบขัด
- มีของเหลวใส ขุ่น หรือผิดปกติออกจากปลายอวัยวะเพศ
- ระคายเคืองภายในท่อปัสสาวะ
- บางรายมีอาการปวดอัณฑะ
สิ่งที่ควรระวังคือ การติดเชื้อคลามัยเดียสามารถเกิดขึ้นโดยไม่มีอาการชัดเจนได้
ดังนั้น ผู้ที่มีประวัติความเสี่ยงจึงอาจจำเป็นต้องตรวจ แม้ไม่มีหนองหรืออาการรุนแรง
2.4 ท่อปัสสาวะอักเสบ (Urethritis)
ท่อปัสสาวะอักเสบคือภาวะที่เยื่อบุภายในท่อปัสสาวะเกิดการอักเสบ
สาเหตุอาจมาจากเชื้อหนองใน คลามัยเดีย หรือเชื้ออื่น เช่น Mycoplasma genitalium รวมถึงการระคายเคืองที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ
อาการที่อาจพบ ได้แก่
- แสบขณะปัสสาวะ
- คันหรือระคายเคืองบริเวณท่อปัสสาวะ
- มีของเหลวผิดปกติ
- รู้สึกไม่สบายบริเวณปลายอวัยวะเพศ
อาการเหล่านี้อาจคล้ายกับ UTI ทำให้ไม่สามารถแยกโรคจากอาการเพียงอย่างเดียวได้
2.5 ต่อมลูกหมากอักเสบ (Prostatitis)
ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะของระบบสืบพันธุ์เพศชาย อยู่บริเวณใต้กระเพาะปัสสาวะและล้อมรอบส่วนต้นของท่อปัสสาวะ
เมื่อเกิดการอักเสบ อาจส่งผลต่อการปัสสาวะและทำให้เกิดอาการปวดบริเวณอุ้งเชิงกราน
อาการที่อาจพบ ได้แก่
- ปัสสาวะแสบขัด
- ปัสสาวะบ่อย
- ปัสสาวะลำบาก
- ปวดบริเวณฝีเย็บ
- ปวดท้องน้อย
- ปวดบริเวณอัณฑะหรืออุ้งเชิงกราน
- บางรายมีไข้และหนาวสั่น
ต่อมลูกหมากอักเสบมีหลายรูปแบบ ทั้งชนิดที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อแบคทีเรียและชนิดที่ไม่พบการติดเชื้อชัดเจน
โดยเฉพาะต่อมลูกหมากอักเสบจากแบคทีเรียชนิดเฉียบพลัน อาจทำให้มีไข้สูง ปวดมาก และปัสสาวะลำบาก ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการประเมินอย่างรวดเร็ว
2.6 นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ
นิ่วอาจเกิดขึ้นในไต ท่อไต หรือกระเพาะปัสสาวะ
เมื่อก้อนนิ่วเคลื่อนตัวหรือทำให้เกิดการระคายเคือง อาจส่งผลให้มีอาการผิดปกติขณะปัสสาวะ
อาการที่อาจพบ ได้แก่
- ปัสสาวะแสบ
- ปัสสาวะมีเลือดปน
- ปวดหลังหรือสีข้าง
- ปวดท้องน้อย
- ปัสสาวะบ่อย
ปวดเป็นพัก ๆ
หากมีอาการปวดรุนแรงร่วมกับไข้ หรือมีภาวะปัสสาวะอุดกั้น ควรได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน
2.7 การระคายเคืองจากสารเคมีหรือการเสียดสี
ไม่ใช่อาการปัสสาวะแสบทุกกรณีจะเกิดจากการติดเชื้อ
บางครั้งอาจเกี่ยวข้องกับการระคายเคือง เช่น
ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีน้ำหอม
สารเคมีบางชนิด
การเสียดสีบริเวณปลายอวัยวะเพศ
การอักเสบของผิวหนังบริเวณใกล้เคียง
อย่างไรก็ตาม หากมีอาการต่อเนื่องหรือมีประวัติความเสี่ยง ไม่ควรสรุปว่าเป็นเพียงการระคายเคืองโดยไม่ได้ตรวจหาสาเหตุ
3. ปัสสาวะแสบจาก UTI กับหนองใน ต่างกันอย่างไร?
อาการของ UTI และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิดอาจคล้ายกัน โดยเฉพาะอาการปัสสาวะแสบขัด
อาการ
4. ผู้ชายปัสสาวะแสบ แต่ไม่มีหนอง เป็นหนองในได้ไหม?
เป็นไปได้
แม้หนองหรือของเหลวผิดปกติจะเป็นอาการที่พบได้ในการติดเชื้อหนองใน แต่ไม่ใช่ผู้ติดเชื้อทุกคนที่จะมีอาการดังกล่าว
บางรายอาจมีเพียงอาการแสบเล็กน้อยขณะปัสสาวะ หรือไม่มีอาการเลย
การติดเชื้อคลามัยเดียก็เช่นเดียวกัน ผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งอาจไม่มีอาการชัดเจน
ดังนั้น หากมีประวัติความเสี่ยง เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย หรือมีคู่นอนที่ตรวจพบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ควรพิจารณาการตรวจตามความเหมาะสม
ไม่มีหนอง ไม่ได้แปลว่าไม่มีเชื้อ
5. ปัสสาวะแสบหลังมีเพศสัมพันธ์ เกิดจากอะไร?
อาการปัสสาวะแสบหลังมีเพศสัมพันธ์อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น
- การระคายเคืองจากการเสียดสี
- ท่อปัสสาวะอักเสบ
- การติดเชื้อหนองใน
- การติดเชื้อคลามัยเดีย
- การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
อย่างไรก็ตาม การมีอาการหลังมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้หมายความว่าเพิ่งติดเชื้อจากครั้งล่าสุดเสมอไป
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิดมีระยะฟักตัว และอาจไม่แสดงอาการทันทีหลังได้รับเชื้อ
หากมีอาการต่อเนื่อง มีของเหลวผิดปกติ หรือมีความเสี่ยง ควรตรวจหาสาเหตุแทนการคาดเดา
6. ปัสสาวะแสบหลังตื่นนอน เกี่ยวข้องกับการดื่มน้ำน้อยหรือไม่?
การดื่มน้ำน้อยอาจทำให้ปัสสาวะมีความเข้มข้นมากขึ้น และบางคนอาจรู้สึกระคายเคืองขณะปัสสาวะได้
แต่การดื่มน้ำน้อยไม่ใช่คำอธิบายของอาการปัสสาวะแสบทุกกรณี
หากมีอาการแสบต่อเนื่อง ปัสสาวะบ่อย มีหนอง หรือปวดร่วมด้วย ควรประเมินสาเหตุอื่น
ไม่ควรใช้การดื่มน้ำเพียงอย่างเดียวแทนการตรวจหาสาเหตุเมื่อมีอาการผิดปกติชัดเจน
7. ปัสสาวะแสบในผู้ชาย ควรตรวจอะไรบ้าง?
การตรวจขึ้นอยู่กับอาการ ประวัติความเสี่ยง และการประเมินทางคลินิก
การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis)
ช่วยตรวจหาความผิดปกติบางอย่าง เช่น เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง หรือสัญญาณที่สนับสนุนการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
การเพาะเชื้อปัสสาวะ (Urine Culture)
อาจใช้ในกรณีที่สงสัยการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะ เพื่อช่วยระบุเชื้อและวางแผนการดูแล
การตรวจหนองในและคลามัยเดีย
การตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อ หรือ NAAT เป็นวิธีที่ใช้ตรวจหาเชื้อหนองในและคลามัยเดียได้
ในผู้ชายอาจใช้ตัวอย่างปัสสาวะช่วงแรกของการถ่ายปัสสาวะ (First-catch urine) และอาจต้องตรวจตำแหน่งอื่นตามประวัติการสัมผัส
การตรวจเพิ่มเติม
หากสงสัยนิ่ว ต่อมลูกหมากอักเสบ หรือความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ อาจจำเป็นต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม
การตรวจปัสสาวะทั่วไปเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ยืนยันหรือแยกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทุกชนิดได้
8. ผู้ชายปัสสาวะแสบ ควรดูแลตัวเองอย่างไร?
1. สังเกตอาการร่วม
ควรสังเกตว่ามีอาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น ปัสสาวะบ่อย มีหนอง ปวดท้องน้อย ปวดอัณฑะ หรือมีไข้
2. ดื่มน้ำให้เหมาะสม
หากไม่มีข้อจำกัดด้านปริมาณน้ำ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน
ผู้ที่มีโรคไต โรคหัวใจ หรือได้รับคำแนะนำให้จำกัดน้ำ ควรปฏิบัติตามปริมาณน้ำที่บุคลากรทางการแพทย์กำหนด
3. หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ระคายเคือง
หากมีการระคายเคืองบริเวณปลายอวัยวะเพศ ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอมหรือสารที่อาจกระตุ้นการระคายเคือง
4. ตรวจหาสาเหตุให้ชัดเจน
หากมีอาการต่อเนื่องหรือมีประวัติความเสี่ยง ควรได้รับการประเมินเพื่อแยกสาเหตุของอาการ
5. หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ชั่วคราว
หากสงสัยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะได้รับการประเมินและดูแลอย่างเหมาะสม
หากตรวจพบการติดเชื้อที่ส่งต่อผ่านเพศสัมพันธ์ คู่นอนอาจจำเป็นต้องได้รับการประเมินด้วย
6. ไม่ควรดูแลโดยเดาสาเหตุเอง
เนื่องจากอาการปัสสาวะแสบอาจเกิดจากหลายโรค การดูแลที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสาเหตุที่แท้จริง
9. ปัสสาวะแสบแบบไหนควรรีบไปโรงพยาบาล?
อาการบางอย่างอาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อที่รุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อน
ควรได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วนหากมีอาการดังต่อไปนี้
- ไข้สูงหรือหนาวสั่น
- ปวดหลังหรือสีข้างร่วมกับอาการปัสสาวะผิดปกติ
- ปวดอัณฑะรุนแรงหรือเกิดขึ้นเฉียบพลัน
- ปัสสาวะไม่ออก
- ปวดท้องน้อยรุนแรง
- อาเจียนมากหรือมีอาการอ่อนเพลียรุนแรง
- มีอาการซึม สับสน หรือหน้ามืด
โดยเฉพาะอาการปวดอัณฑะเฉียบพลันรุนแรง ควรไปห้องฉุกเฉินทันที เพราะอาจเกิดจากภาวะอัณฑะบิดขั้ว ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการดูแลอย่างรวดเร็ว
ผู้ที่มีโรคเบาหวาน ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือมีโรคประจำตัวสำคัญ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อมีอาการสงสัยการติดเชื้อ
10. ป้องกันอาการปัสสาวะแสบในผู้ชายได้อย่างไร?
การป้องกันขึ้นอยู่กับสาเหตุ แต่สามารถลดความเสี่ยงบางส่วนได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้
ดื่มน้ำให้เหมาะสมกับสุขภาพ
ไม่กลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน
ดูแลความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศอย่างอ่อนโยน
หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ระคายเคือง
ใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ตามความเสี่ยง
หากมีอาการผิดปกติ ควรตรวจหาสาเหตุอย่างเหมาะสม
การดูแลสุขภาพทางเดินปัสสาวะและสุขภาพทางเพศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ชายทุกวัย
สรุป: ผู้ชายปัสสาวะแสบ อย่าเดาสาเหตุจากอาการอย่างเดียว
อาการปัสสาวะแสบในผู้ชายสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หนองใน หนองในเทียม ท่อปัสสาวะอักเสบ ต่อมลูกหมากอักเสบ นิ่ว หรือการระคายเคือง
แม้บางโรคจะมีอาการคล้ายกัน แต่แนวทางการตรวจและดูแลอาจแตกต่างกัน
สิ่งสำคัญที่ควรจำคือ
1. ปัสสาวะแสบไม่ได้หมายความว่าเป็น UTI เสมอไป
2. ไม่มีหนอง ไม่ได้ยืนยันว่าไม่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
3. หากมีประวัติความเสี่ยง ควรตรวจหาสาเหตุให้เหมาะสม
4. หากมีไข้สูง ปวดหลัง ปวดอัณฑะรุนแรง หรือปัสสาวะไม่ออก ควรได้รับการดูแลเร่งด่วน
💙 “ปัสสาวะแสบ อย่าเดาสาเหตุเอง รู้สาเหตุให้ชัด ดูแลสุขภาพได้ตรงจุด”