บทความทั้งหมด

สุขภาพทางเพศ

แผลริมอ่อน คืออะไร? แผลบริเวณจุดซ่อนเร้นที่เจ็บมาก ต้องสังเกตอย่างไร

แผลริมอ่อน คืออะไร? แผลบริเวณจุดซ่อนเร้นที่เจ็บมาก ต้องสังเกตอย่างไร

เมื่อพบ แผลบริเวณจุดซ่อนเร้น โดยเฉพาะแผลที่มีอาการเจ็บหรือปวด หลายคนอาจกังวลว่าเกิดจากอะไร เพราะแผลบริเวณนี้สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ หนึ่งในโรคที่ควรรู้จักคือ “แผลริมอ่อน” (Chancroid)

แผลริมอ่อนเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่สามารถส่งต่อผ่านความใกล้ชิดทางเพศ โดยลักษณะที่พบได้บ่อยคือ แผลเจ็บ ขอบแผลไม่เรียบ และอาจมีต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบบวมเจ็บร่วมด้วย

อย่างไรก็ตาม การดูจากรูปร่างของแผลเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันโรคได้ เพราะอาการอาจคล้ายกับซิฟิลิส เริม หรือโรคอื่น ๆ


แผลริมอ่อนเกิดจากอะไร?

แผลริมอ่อนเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Haemophilus ducreyi ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านผิวหนังหรือเยื่อบุบริเวณที่สัมผัสเชื้อ

การติดเชื้อสัมพันธ์กับการสัมผัสบริเวณแผลหรือสารคัดหลั่งระหว่างกิจกรรมทางเพศ โดยเฉพาะเมื่อมีผิวหนังหรือเยื่อบุที่ถลอกเล็กน้อย

หลังได้รับเชื้อ อาจเริ่มเกิดตุ่มและพัฒนาเป็นแผลในเวลาต่อมา


แผลริมอ่อนมีลักษณะอย่างไร?

ลักษณะอาการสามารถแตกต่างกันในแต่ละคน แต่สิ่งที่อาจพบได้ ได้แก่

1. แผลมักเจ็บหรือปวด

จุดสังเกตสำคัญของแผลริมอ่อนคือ แผลมักมีอาการเจ็บ โดยอาจเจ็บมากเมื่อสัมผัสหรือมีการเสียดสี

บางรายอาจเริ่มจากตุ่มเล็ก ๆ ก่อนแตกออกกลายเป็นแผล

2. ขอบแผลอาจไม่เรียบ

แผลอาจมีลักษณะตื้น ขอบไม่เรียบ และบริเวณพื้นแผลอาจมีคราบหรือสารคัดหลั่ง

ลักษณะของแผลสามารถเปลี่ยนแปลงตามระยะของโรค จึงไม่ควรใช้ภาพจากอินเทอร์เน็ตมาเปรียบเทียบแล้ววินิจฉัยด้วยตัวเอง

3. อาจมีมากกว่าหนึ่งแผล

ผู้ติดเชื้อบางรายอาจพบเพียงแผลเดียว ขณะที่บางรายอาจมีหลายแผลบริเวณใกล้เคียงกัน

จำนวนแผลเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ยืนยันว่าเป็นแผลริมอ่อนได้

4. ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบอาจบวมและเจ็บ

อีกอาการที่พบได้คือ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบบวมและเจ็บ ซึ่งอาจเกิดข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง

ในบางรายต่อมน้ำเหลืองอาจบวมมากและเกิดการสะสมของหนอง จึงควรได้รับการประเมินจากแพทย์และไม่ควรบีบหรือเจาะเอง

แผลริมอ่อนต่างจากแผลริมแข็งอย่างไร?

ชื่อคล้ายกันมาก แต่ “แผลริมอ่อน” และ “แผลริมแข็ง” ไม่ใช่โรคเดียวกัน

แผลริมอ่อน (Chancroid) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Haemophilus ducreyi โดยลักษณะที่พบได้บ่อยคือแผลเจ็บ ขอบอาจไม่เรียบ และต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบอาจบวมเจ็บ

ส่วน แผลริมแข็ง (Chancre) เป็นแผลที่พบได้ในซิฟิลิสระยะแรก โดยทั่วไปมักมีลักษณะค่อนข้างแข็งและ มักไม่เจ็บ

อย่างไรก็ตาม ในชีวิตจริงลักษณะอาจไม่ได้เป็นไปตามตำราเสมอไป จึงไม่ควรใช้เพียงคำว่า “เจ็บ” หรือ “ไม่เจ็บ” เพื่อตัดสินว่าเป็นโรคใด

แผลริมอ่อนกับเริม ต่างกันอย่างไร?

เริม มักเริ่มจากอาการแสบ คัน หรือยิบ ๆ ก่อนเกิดตุ่มน้ำขนาดเล็กหลายตุ่ม ซึ่งตุ่มอาจแตกกลายเป็นแผลที่เจ็บได้ และสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้

ส่วนแผลริมอ่อนมักเป็นแผลเจ็บที่มีขอบไม่เรียบ และอาจมีต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบบวมเจ็บร่วมด้วย

แต่ทั้งสองโรคสามารถทำให้เกิดแผลบริเวณจุดซ่อนเร้นได้ ดังนั้น การดูด้วยตาเพียงอย่างเดียวอาจแยกโรคไม่ได้

มีแผลบริเวณจุดซ่อนเร้น จำเป็นต้องเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่?

ไม่จำเป็นเสมอไป

แผลบริเวณดังกล่าวอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

  • การเสียดสีหรือบาดเจ็บ
  • การแพ้หรือระคายเคือง
  • เริม
  • ซิฟิลิส
  • แผลริมอ่อน
  • การติดเชื้อชนิดอื่น
  • โรคผิวหนังบางชนิด

ดังนั้น หากพบแผลใหม่โดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะหลังมีความเสี่ยงทางเพศ ควรเข้ารับการตรวจแทนการซื้อยามาใช้เอง

แผลริมอ่อนตรวจอย่างไร?

แพทย์จะเริ่มจากซักประวัติ ตรวจลักษณะและตำแหน่งของแผล รวมถึงประเมินต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบ

เนื่องจากแผลบริเวณอวัยวะเพศอาจเกิดจากหลายโรค แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติมเพื่อแยกสาเหตุ โดยเฉพาะ

ซิฟิลิสและเริม รวมถึงการตรวจหา HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นตามความเสี่ยง

การตรวจหา Haemophilus ducreyi โดยตรงอาจไม่ได้มีให้บริการในทุกสถานพยาบาล ดังนั้นการวินิจฉัยจึงอาจอาศัยข้อมูลหลายด้านประกอบกัน

แผลริมอ่อนรักษาได้ไหม?

แผลริมอ่อนสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม

ชนิดยาและขนาดยาควรได้รับการเลือกตามแนวทางการรักษา ประวัติแพ้ยา โรคประจำตัว การตั้งครรภ์ และสถานการณ์การดื้อยาในพื้นที่

จึงไม่แนะนำให้ซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง เพราะหากแผลเกิดจากซิฟิลิส เริม หรือสาเหตุอื่น การใช้ยาที่ไม่ตรงกับโรคอาจทำให้อาการไม่ดีขึ้นและทำให้การวินิจฉัยล่าช้า

หลังเริ่มการรักษา แพทย์อาจนัดติดตามเพื่อประเมินว่าแผลตอบสนองต่อการรักษาหรือไม่

ระหว่างมีแผลควรทำอย่างไร?

หากกำลังมีแผลหรืออยู่ระหว่างรอการตรวจ ควรดูแลดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการบีบ แกะ หรือเจาะแผล
  • รักษาบริเวณดังกล่าวให้สะอาด
  • หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่อาจทำให้ระคายเคือง
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมทางเพศจนกว่าจะได้รับการประเมินและรักษาอย่างเหมาะสม
  • ใช้ยาตามคำแนะนำและให้ครบตามแผนการรักษา
  • แจ้งคู่นอนตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อพิจารณาการตรวจและดูแล

ทำไมควรตรวจโรคอื่นร่วมด้วย?

การมีแผลบริเวณอวัยวะเพศสามารถเพิ่มโอกาสในการรับหรือส่งต่อเชื้อ HIV ได้ และผู้ที่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หนึ่งชนิดอาจมีการติดเชื้ออื่นร่วมด้วย

แพทย์จึงอาจแนะนำให้ตรวจหาโรคอื่นตามประวัติความเสี่ยง เช่น

ซิฟิลิส • HIV • หนองใน • หนองในเทียม • เริม

การตรวจไม่ได้หมายความว่าจะต้องพบทุกโรค แต่เป็นการช่วยประเมินให้ครอบคลุมและเลือกการดูแลได้เหมาะสม

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

ควรเข้ารับการตรวจหากมีอาการ เช่น

  • มีแผลใหม่บริเวณจุดซ่อนเร้นโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • แผลเจ็บหรือปวดมาก
  • แผลมีจำนวนเพิ่มขึ้น
  • ขาหนีบบวมและเจ็บ
  • มีหนองหรือสารคัดหลั่งผิดปกติ
  • มีไข้หรืออาการทั่วไปผิดปกติร่วมด้วย
  • มีแผลหลังจากมีความเสี่ยงทางเพศ
  • ได้รับการรักษาแล้วแผลไม่ดีขึ้น

โดยเฉพาะหากมีอาการปวดมาก บวมแดงลุกลาม มีไข้สูง หรืออาการทรุดลง ควรได้รับการประเมินโดยเร็ว

สรุป

แผลริมอ่อน (Chancroid) เป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย Haemophilus ducreyi โดยอาการที่อาจพบ ได้แก่ แผลบริเวณจุดซ่อนเร้นที่เจ็บ ขอบแผลไม่เรียบ และต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบบวมเจ็บ

แต่สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรวินิจฉัยจากภาพหรือลักษณะแผลเพียงอย่างเดียว เพราะซิฟิลิส เริม และสาเหตุอื่นสามารถมีลักษณะคล้ายกันได้

หากพบแผลผิดปกติ ควรตรวจหาสาเหตุให้ชัดเจน เพื่อเลือกการรักษาที่ตรงกับโรค ลดภาวะแทรกซ้อน และลดโอกาสส่งต่อเชื้อไปยังผู้อื่น

มีแผลผิดปกติ อย่าเดาจากภาพ — รู้สาเหตุให้ชัด แล้วดูแลให้ถูกวิธี

Share

facebookline